No comments yet

มาช่วยกันเพาะปลูกกระแสเรียกกันเถอะ

พี่น้องที่รักครับ งานธรรมทูตคืองานสร้างพื้นฐานของพระศาสนจักรคือ การสร้างความเชื่อ ในองค์พระคริสตเจ้าให้เกิดกับผู้คน เปรียบเสมือนงานหว่านเมล็ดแห่งความเชื่อ ทั้งยังต้องคอยดูแล เอาใจใส่ เพื่อให้เติบโตเป็นพระศาสนจักรท้องถิ่นที่เข็มแข็ง ช่วงนี้งานเพาะปลูกที่สำคัญด้าน ความเชื่อคือ “การสอนคำสอน”
อย่างที่ทราบแล้วว่า ปีกว่ามานี้ปัญหาโควิด สร้างความท้าทายต่างๆ มากมายในงานทุก ด้านของพระศาสนจักร เนื่องการรวมตัวกันเพื่อร่วมพิธีกรรมเป็นไปไม่ได้ การสอนคำสอน ซึ่งส่วนใหญ่ที่กัมพูชานี้ เราไม่มีค่ายคำสอน ไม่มีโรงเรียนคาทอลิกมากมายที่จะจัดการเรื่องนี้ได้ จึงเป็นงานของแต่ละวัด ที่ต้องจัดการกันเองตามความสามารถ และอาศัยการส่งเสริมสนับสนุน จาก หน่วยงานคำสอนส่วนกลาง… โดยร่วมกับสื่อมวลชนคาทอลิก เราได้สร้างช่องทางสื่อสารกับผู้เรียน คำสอนผ่านทางช่องทางต่างๆของสื่อสารมวลชน เช่น การใช้ Facebook, Telegram, Messenger และช่องทางอื่นๆ อีกมากมายที่จะรักษาการติดต่อกับผู้เรียนคำสอน และแน่นอนว่า อุปสรรคปัญหา ก็ยังคงมีอยู่ สำหรับการใช้สื่อฯ แต่ก็ยังดีกว่าที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย รอให้โควิดหมดไป แล้วเปิดวัด คงไม่ใช่วิธีการที่ดีแน่นอน
พวกเราธรรมทูตหลายคน ไม่ใช่คนถนัดออกสื่อฯ ทั้งการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ หรือ การจัดการต่างๆ ล้วนแต่ต้องใช้การเรียนรู้ฝึกฝนกันทั้งนั้น ผมเองก็เช่นเดียวกัน ถ้ามัวแต่รอและอาย ว่าจะพูดกัมพูชาไม่ชัด ไม่รู้จักออกสื่อฯเพราะอายบ้าง ก็คงไม่มีวันได้พบกับพี่น้องหรือได้ประกาศ ข่าวดีทางสื่อฯแน่นอน ผมเลยต้องเรียนรู้มากขึ้น ทุกวันนี้ ได้มีโอกาสช่วยสอนคำสอนออนไลน์ กับทางมิสซัง และในส่วนของวัดที่ดูแล พยายามใช้เฟสบุ๊ค ในการสอนคำสอนแล้วแชร์ต่อกันไป การเปิดกลุ่มต่างๆ ก็มีมากมายแต่ถ้ามีก็ต้องดูแลพวกเขา และ แน่นอนว่า เมื่อเวลาที่เหมาะสมมาถึง เราจะได้พบกันหน้าต่อหน้าอย่างแน่นอน
เมื่อเรามีผู้เชื่อมากขึ้น การขยายความเชื่อให้เติบโต ต้องพึ่งพากิจกรรมต่างๆ ของพระศาสน จักร ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรม ศีลศักดิ์สิทธิ์ กิจกรรมอบรม ชุมนุมกันสำหรับกลุ่มต่างๆ เป้าหมาย การทำงานของคณะธรรมทูตไทยในกัมพูชาปีนี้ มีสามเรื่อง คือ เรื่องครอบครัว เรื่องงานเยาวชนและ เรื่องกระแสเรียก เพราะเล็งเห็นว่า เป็นเรื่องที่สอดคล้องกัน… ครอบครัวที่เข้มแข็ง จะเป็นแรงผลัก ดันให้เกิดกระแสเรียกอย่างแน่นอน
ผมเองก็ต้องปรับตัว และเตรียมตัวพร้อมรับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นเสมอ อย่างปลายปีที่แล้วมี เยาวชนคนหนึ่ง ชื่อ เปาโล นวน โปล มาสมัครเตรียมตัวเข้าบ้านเณรใหญ่ ทั้งที่ยังไม่จบเกรด 12 หรือเทียบเท่า ม.6 บ้านเรา บ้านเณรเล็กเราก็ไม่มี ผมเองก็ไม่อยากเสียโอกาสนี้ไป จึงต้องยอมรับ เขามาอยู่ที่วัด เพื่อเตรียมตัวเขาและอบรม จากนั้น ชีวิตประจำวันของผม ก็เพิ่มเข้ามาอีกหน้าที่หนึ่ง คือ ผู้ให้การอบรม(Formator) ซึ่งต้องสร้างตารางเวลา และระบบการอบรมให้กับเขา อารมณ์จะ คล้ายๆ ต้องเข้าบ้านเณรใหญ่อีกรอบ…(555)
อันที่จริง ที่วัดผมเองก็มีกลุ่มไตร่ตรองกระแสเรียกอยู่แล้ว ชื่อกลุ่ม “ข่าวดี”(Good news) คือ คัดกรองจากเด็กช่วยมิสซาและเยาวชนหญิงที่ช่วยกิจกรรมของวัด เราพบกันอย่างน้อยเดือนละครั้ง ภาวนาแบ่งปัน ไตร่ตรองพระวาจา บางโอกาสก็เชิญนักบวชพระสงฆ์มาช่วยแบ่งปันกัน แม้การคาด หวังเรื่องกระแสเรียกจะมีความเป็นไปได้น้อย เพราะเยาวชนในเมือง ใช้ชีวิตท่ามกลางสิ่งเย้ายวนใจ มากมายกว่า แต่ผมคิดว่า อย่างน้อยวัดของพวกเขาก็มีพื้นที่สำหรับพวกเขาได้คิดเรื่องนี้บ้าง และผมเชื่อแน่ว่า พระเจ้าจะทำงานในจิตใจของพวกเขาอย่างแน่นอน
ผมมีเด็กเยาวชนมัธยมปลายที่ยากจน แต่อยากศึกษาต่อ จึงรับพวกเขามาอยู่ในเขตวัด ใน “ศูนย์นักเรียนยอห์น บัปติสต์” เพื่อนอกจากจะสนับสนุนเรื่องการศึกษาแล้ว ยังเป็นโอกาสที่จะได้ ประกาศพระวรสารให้กับพวกเขาด้วย พูดถึงตรงนี้ผมต้องขอขอบคุณพี่น้องทางเมืองไทยหลายท่าน ที่เคยสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่ายในศูนย์ โดยเฉพาะเรื่องทุนการศึกษา เพราะว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่เด็ก คาทอลิก แต่เป็นเด็กที่เคยผ่านกิจกรรมคาทอลิกตามวัดในชนบท ศูนย์เด็กนักเรียนยากจนเหล่านี้ ก็เป็นสนามงานแพร่ธรรมอีกพื้นที่หนึ่ง แต่ถ้าจะมองเรื่องกระแสเรียก ก็ยังคงต้องใช้เวลาสำหรับ พวกเขา
อย่างไรก็ตาม ผมพยายามรับเด็กคาทอลิกที่สนใจไตร่ตรองกระแสเรียกมาก่อนเช่นกัน ปัจจุบันมีเยาวชนคนหนึ่งชื่อ เปโตร เพง ณารา เตรียมขึ้นชั้น ม.4 การปิดโรงเรียนตั้งแต่ต้นปี ทำให้เด็กต้องเรียนออนไลน์ และต้องส่งกลับบ้าน เพราะรอบวัดผมช่วงกลางปีนี้ มีแต่โควิด ตลาดก็ปิด ของก็แพง หลังๆก็มีปิดกัน เป็นโซนสีแดง สีส้ม สีเหลือง เดือนกันยายน 2021 มานี้ โรงเรียนต้องเปิดการศึกษาใหม่กันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการเปิดโรงเรียนเป็นทางการ เพียงแต่ให้ พิจารณาเปิดเป็นโซนๆไป
ผมจึงรวบรวมเยาวชนที่สนใจเรื่องกระแสเรียก มาอยู่ด้วยกันรวมแล้วมีสองคน คือ โปล และณารา และอีกคนหนึ่ง ชื่อ บร.กรึม เป็นบราเดอร์เตรียมเข้าบ้านเณรใหญ่ ซึ่งทาง บ้านเณรใหญ่ ที่กัมพูชา ได้ไว้วางใจคณะธรรมทูตไทย ช่วยเตรียมภาษาไทยให้ เพื่อเตรียมไปศึกษาอบรมต่อ ที่บ้านเณรใหญ่แสงธรรมของเรา ผมจึงได้มอบให็ ซิสเตอร์สุพัตรา โสภณ คณะพระหฤทัยฯ ก็ช่วยรับสอนไป
ที่จริงวัดทุกวัดที่นี่มีคริสตชนไม่มาก คาทอลิกเรามีน้อย ทำให้ตัวเลือกเราก็มีน้อย และ พระสงฆ์ดูแลวัดที่พร้อมจะเป็นผู้อบรมไปด้วย ก็ยิ่งน้อยเข้าไปอีก ถ้าพระญาณเอื้ออาทรมีมากพอ ผมคิดว่าผมก็คงจะทำต่อไปได้ ตามปณิธานในการสร้างพระศาสนจักรท้องถิ่น คือ สร้างพระสงฆ์ นักบวชท้องถิ่น ให้เป็นกำลังสำหรับพระศาสนจักรในอนาคตต่อไป… ขอบคุณทุกกำลังใจและทุกการ สนับสนุนจากพี่น้องที่เมืองไทยครับ ขอพระองค์อวยพรพี่น้องทุกท่าน

Post a comment