No comments yet

พระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ตอนที่ 7

พระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเป็นเจ้า ตอนที่ 7

“พลังอำนาจแห่งการเยียวยารักษาของพระเป็นเจ้า”

         คืนหนึ่งในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนอนหลับและได้ฝันไปว่า ข้าพเจ้าอยู่ในเรือนจำ(คุก) ในเรือนจำนี้เองข้าพเจ้าถูกขังไว้ในกรง ข้าพเจ้าไม่มีแขน มีเพียงแค่ขาข้างเดียวเท่านั้น เมื่อข้าพเจ้าตื่นขึ้นมา ข้าพเจ้าพยามที่จะเข้าใจความหมายของความฝันนั้น และแล้วในวันเดียวกันนั้นเองความหมายของความฝันของข้าพเจ้านั้นก็ชัดเจนขึ้น เมื่อข้าพเจ้าได้ไปกับสามเณรใหญ่แสงธรรมประมาณ 3-4 คน เพื่อที่จะไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจกับประชาชนที่บ้านพักสำหรับบุคคลที่ ไร้ที่อยู่อาศัยทางทิศเหนือของกรุงเทพฯ เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปถึงบริเวณที่พักของพวกเขา ข้าพเจ้าเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังนอนหลับอยู่บนพื้น ส่วนอีกคนก็เดินไปมาโดยที่ไม่มีเสื้อผ้าใส่ อีกคนก็กำลังร้องตะโกน อีกคนก็กำลังกระโดด อีกสองคนก็กำลังชกต่อยกัน และมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่มีขาเป็นคนพิการและตาบอด ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาทันทีว่า บุคคลเหล่านี้มีลักษณะเหมือนกับตัวข้าพเจ้าเอง คือ การตกเป็นทาสของผีปีศาจ และการถูกทอดทิ้งจากผู้คนรอบข้าง ข้าพเจ้าจึงได้เกิดความรู้สึกสงสารพวกเขาเหล่านั้นเป็นอย่างมาก ที่สุดบรรดาสามเณรและข้าพเจ้าก็ได้ทำการอาบน้ำแต่งตัวให้กับพวกเขา ตัดผมให้พวกเขา ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้กับพวกเขา ให้เสื้อผ้าใหม่กับพวกเขาใส่ ข้าพเจ้ารู้สึกมีความสุขมาก อะไรก็ตามที่ข้าพเจ้ากระทำกับบุคคลเหล่านี้ พระเป็นเจ้าก็จะทรงกระทำกับข้าพเจ้าเช่นเดียวกัน

    วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งสวดภาวนาอยู่ที่ม้านั่งยาวในสวนของบ้าน คณะปีเมที่อำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรี ข้าพเจ้าได้เห็นมือข้างหนึ่งกำลังลงมาจากข้างบน ข้าพเจ้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามือที่กำลังลงมาจากข้างบนนี้จะทำร้ายข้าพเจ้า หรือไม่ ข้าพเจ้ารู้สึกกลัวและก็คิดขึ้นมาทันทีเกี่ยวกับมือที่กำลังยื่นลงมาจากข้าง บนนี้ อีกครั้งหนึ่งในขณะที่กำลังสวดภาวนาข้าพเจ้าก็เห็นมือข้างหนึ่งข้างเดิมที่ ข้าพเจ้าเคยเห็น ข้าพเจ้าต้องการที่จะเห็นและรู้ให้ได้ว่าเป็นมือของใครกันแน่ ที่สุด ข้าพเจ้าก็พบว่าเป็นมือของบิดา(คุณพ่อ)ของข้าพเจ้าเอง มือนั้นไม่ได้ทำร้ายข้าพเจ้า กลับเป็นมือที่กำลังพยายามขอบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งก็หมายความว่าคุณพ่อของข้าพเจ้าต้องการบางสิ่งบางอย่างจากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถามตัวเองว่าคุณพ่อของข้าพเจ้าต้องการอะไรจากข้าพเจ้า? ทันทีทันใดคำตอบนั้นก็มาถึงข้าพเจ้าทันที นั่นคือ คุณพ่อของข้าพเจ้าต้องการการให้อภัยจากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจำได้ต่อความจงเกลียดจงชังที่ข้าพเจ้ามีต่อคุณพ่อของข้าพเจ้า เมื่อคุณพ่อของข้าพเจ้าตบตีข้าพเจ้าในสมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก แม้กระทั่งว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้รับประทานอาหารเลยถ้าคุณพ่อของข้าพเจ้านั่ง ร่วมที่โต๊ะอาหารด้วย คุณพ่อของข้าพเจ้าเคยบีบบังคับข้าพเจ้าให้รับประทานในสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้า เกิดอาการช็อค ข้าพเจ้าไม่พูดกับคุณพ่อของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกกลัวคุณพ่อของข้าพเจ้า ในวันเดียวกันนั้นเอง ข้าพเจ้ากลับไปที่ห้องนอนของข้าพเจ้า และได้นั่งเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงคุณพ่อของข้าพเจ้าบอกว่า “กระผมได้ผ่านความทุกข์ทรมานและยากลำบากเพราะความโกรธของคุณพ่อมามาก แต่เดี๋ยวนี้กระผมพร้อมที่จะอภัยให้คุณพ่อแล้ว” ข้าพเจ้าก็ได้เข้าใจคุณพ่อของข้าพเจ้าอย่างแท้จริงจากพระคัมภีร์ที่ว่า “เขา จะมีจิตใจและพลังของประกาศกเอลียาห์มาเตรียมรับการเสด็จมาของพระองค์ เพื่อทำให้บิดาคืนดีกับบุตรและทำให้ผู้ไม่เชื่อฟังกลับมีจิตสำนึกของผู้ชอบ ธรรม เป็นการเตรียมประชากรให้พร้อมที่จะรับเสด็จองค์พระผู้เป็นเจ้า”(ลก.1:17) ข้าพเจ้ารู้ว่าถ้าข้าพเจ้าไม่ยอมให้อภัยคุณพ่อของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่มีทางพบกับพระเยซูเจ้าได้เลย “ท่านจะพูดได้อย่างไรว่าท่านรักพระเป็นเจ้าผู้ซึ่งท่านไม่สามารถมองเห็น แต่ท่านไม่ได้รักบุคคลที่ท่านสามารถมองเห็นได้” และบุคคลที่ใกล้ชิดกับข้าพเจ้าซึ่งก็คือคุณพ่อของข้าพเจ้าเอง เพียงไม่กี่อาทิตย์ต่อมาข้าพเจ้าได้รับจดหมายจากคุณพ่อของข้าพเจ้ามีใจความ ว่า “คุณพ่อของข้าพเจ้าไม่เคยเขียนและจดจำอะไรเลยเกี่ยวกับตัวข้าพเจ้าในอดีตที่ผ่านมา” คุณพ่อของข้าพเจ้าเป็นคนที่สุภาพถ่อมตนอย่างแท้จริงโดยการสารภาพกับข้าพเจ้าเองว่า “เมื่อ ท่านเป็นเด็กท่านก็มีปัญหาต่างๆมากมายและเคยมีความพยายามที่จะฆ่าตัวตาย ดังนั้น บางครั้งท่านจึงได้ปลดปล่อยอารมณ์ต่างๆนานาลงไปที่ลูกๆของท่าน โดยเฉพาะพี่ชายของข้าพเจ้าและตัวข้าพเจ้าเอง” การเริ่ม สัมพันธภาพที่ดีกับคุณพ่อของข้าพเจ้านี้เองเป็นเสมือนกับการเริ่มต้นชีวิต ใหม่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากลับเข้ามาสู่ความมั่นใจในตัวเองอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ การมอบความไว้วางใจในพระเป็นเจ้าพระบิดาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น กับบุคคลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลที่มีอำนาจและบรรดาสตรี

    กระบวนการแห่งการเยียวยารักษาของข้าพเจ้านี้ยังคงดำเนินต่อไปตลอดเวลา ในขณะที่พระเป็นเจ้าก็ยังทรงเป็นผู้ส่องสว่างชี้ทางและนำทางแก่ข้าพเจ้า โดยอาศัยพระวาจาของพระองค์และด้วยพระจิตศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ และที่สุดโดยอาศัยแบบอย่างของพระเยซูคริสตเจ้าพระบุตรของพระองค์เอง พระองค์ทรงทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าตรงไหนและที่ไหนในตัวของข้าพเจ้าที่ ข้าพเจ้าจำเป็นจะต้องเยียวยารักษา พระองค์ได้ทรงกระทำกับข้าพเจ้าด้วยความรักความเอาใจใส่อย่างดีที่สุด, สุภาพที่สุด, อ่อนโยนที่สุด, ไม่เอารัดเอาเปรียบแต่ประการใดเลยต่อข้าพเจ้า, พระองค์ทรงอนุญาตข้าพเจ้าอย่างเต็มที่ในการให้อิสระที่จะยอมรับหรือไม่ยอม รับอะไรก็ตามที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะกระทำต่อข้าพเจ้า “ท่านปรารถนาที่จะได้รับการเยียวยารักษาหรือเปล่า?” เป็นคำพูดในหลายครั้งหลายคราที่องค์พระเยซูคริสตเจ้าทรงถามบรรดาคนเจ็บคน ป่วยที่มาหาพระองค์ พระองค์ทรงทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจและทราบถึงความเจ็บป่วยและความอ่อนแอของ ข้าพเจ้าเอง ทราบถึงความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อข้าพเจ้า และทราบถึงพลังอำนาจของพระองค์ที่ทรงมีต่อข้าพเจ้า รวมทั้งทำให้ข้าพเจ้าทราบถึงความปรารถนาที่จะรับการเยียวรักษา สิ่งต่างๆเหล่านี้ทั้งหมดนับว่าเป็นพระพรและพระหรรษทานของพระองค์ที่ทรงมี ต่อมนุษย์เราทุกคน ขอให้เราได้สรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระองค์ตลอดไป

Post a comment