No comments yet

บทความของมิสชั่น ฉบับที่ 6

งานแพร่ธรรมกับสิ่งแวดล้อม

           ปัจจุบันมนุษย์กำลังตกอยู่ในอันตรายยุคนี้เป็นยุควิกฤติของระบบมนุษยนิเวศวิทยามันวิกฤติขึ้นเรื่อยๆไม่ใช่เพราะปัญหาเศรษฐกิจแต่เป็นเพราะปัญหาจริยธรรมยุคนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจและการเงินแต่กลับขาดจริยธรรมนี่เป็นส่วนหนึ่งของบทเทศน์ที่พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ตรัสในวัน สิ่งแวดล้อมโลก  ต่อหน้าผู้มาเข้าเฝ้าเกือบแสนคน ที่จัตุรัสนักบุญเปโตร วาติกัน (5/6/2013)

 

                เมื่อต้องกล่าวถึงธรรมชาติพ่อนึกถึงเรื่องราวในหนังสือปฐมกาลพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ มาเป็นผู้ปกป้องและเพาะปลูกทรัพยากรธรรมชาติการปกป้องและเพาะปลูกก็คือการแบ่งปันสิ่งที่มีให้ผู้อื่นพระเจ้าทรงคาดหวังให้เราดูแลโลกเหมือนกับสวนของพระองค์แต่หลายครั้งเราทำลายสวนแห่งนี้มากกว่า จะปกป้องธรรมชาติ”…

                เป็น ความจริงที่เราเห็นกันอยู่ว่า การใช้ทรัพยากรต่างๆ ของมนุษย์ในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะใน ประเทศที่ร่ำรวยกว่า เผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าประเทศยากจนหลายเท่านัก และหลายครั้ง ความ ไม่ยุติธรรมในสังคม ความโลภ ความเห็นแก่ตัว สิ่งเหล่านี้แสดงออกมาผ่านทางการทำลายสิ่งแวดล้อม พระสันตะปาปาจึงได้ทรงตรัส ถึงความจริงในเรื่องนี้ว่า การเพาะปลูกและเอาใจใส่ที่พ่อกล่าวถึงนี้ไม่ได้หมายความแค่ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งแวดล้อมแต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ สิ่งสร้างของพระองค์นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ใช่แล้วครับ  ไม่ใช่แค่ เพื่อสิ่งแวดล้อม เท่านั้น แต่ประเด็นใหม่อยู่ที่ มนุษย์เอง ก็เป็นสิ่งแวดล้อมของกันและกัน

                สิ่งหนึ่งที่บรรดาธรรมทูตได้ทำในประเทศมิสซังต่างๆคือการให้การศึกษา การให้โอกาส แก่คนยากจน การพยายามให้ความเชื่อนำการกระทำทุกอย่างเพื่อมุ่งสู่พระเจ้าแต่ในยุคของเรา ต้องมองในแนวราบมากขึ้น คือ ไม่ใช่แค่เพียงการคืนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า  แต่เป็นการผลักดันให้มนุษย์มองกลับไปเห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และที่สุดระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมด้วย

                ถ้าจะถามว่า งานธรรมทูตอยู่แค่การประกาศพระวรสารกับคนต่างศาสนาแค่นี้ใช่หรือไม่? คำ ตอบ อาจจะตอบว่าใช่ แต่เป็นคำตอบที่แคบมาก เพราะงานธรรมทูตไม่ได้มองที่จำนวนผู้กลับใจ ไม่ได้มองที่งาน ใหญ่โตต่างๆ ที่อาจจะเห็นออกมา แต่เป็นการทำงานที่นำมนุษย์กลับไปสู่ความสัมพันธ์ทั้งสามระดับนี้ทั้งสิ้น  พระวรสารในวันพุธรับเถ้าของทุกปี (มธ.6:1-6,16-18) เน้นความสัมพันธ์ทั้งสามระดับนี้อย่างเห็นได้ชัด เริ่มจากการภาวนา(ความสัมพันธ์กับพระเจ้า), การทำทาน(ความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์) และ การอดอาหาร(ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

             มีภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่องหนึ่ง ที่ทำสถิติรายได้สูงสุดในโลก ณ เวลานี้คือเรื่อง อวตาร” (Avatar) ซึ่งทำรายได้เกิน 2 พันล้านดอลลาร์[1]  เป็นเรื่องที่สะท้อนความเป็นจริงหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ปัจจุบัน ที่กระหายหาทรัพยากรความโลภของมนุษย์ ที่เอาเงินนำหน้าแต่กลับไปเบียดเบียนทำลายชีวิตอื่น เป็นการหลายเรื่องที่สะท้อนถึงความโลภของมนุษย์ และก็ส่งผลออกมาเป็นสงครามและความขัดแย้งและ มันก็เป็นจริงในความขัดแย้งของโลกปัจจุบันนี้ด้วย ที่ปัญหาทรัพยากร เป็นประเด็นหนึ่งที่จุดความ ขัดแย้งได้ตลอดเวลาระหว่างมนุษย์ ซึ่งพระสันตะปาปาก็ทรงเห็นว่าเป็นจริง พระองค์ตรัสว่า ปัจจุบันมนุษย์กำลังตกอยู่ในอันตรายยุคนี้เป็นยุควิกฤติของระบบมนุษยนิเวศวิทยามันวิกฤติขึ้นเรื่อยๆไม่ใช่เพราะปัญหาเศรษฐกิจแต่เป็นเพราะปัญหาจริยธรรมยุคนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจและการเงินแต่กลับขาดจริยธรรมยุคนี้มนุษย์ไม่ได้ทำหน้าที่รับผิดชอบสิ่งต่างๆในโลกแต่เป็นเงินต่างหากที่ทำหน้าที่นั้นเงินกลายเป็นผู้ดูแลสิ่งต่างๆไปแล้วใช่แล้วครับ เพราะหลายครั้งเงินก็กลายเป็นปัจจัยหลักที่ นำหน้า ความสัมพันธ์ทุกอย่างทั้งทางตรงและทางอ้อม

                ผม เห็นว่า บรรดาคาทอลิกซึ่งเป็นเหมือนธรรมทูตแห่งการคืนดี ธรรมทูตแห่งสันติของพระเจ้า ต้องแสดงออกให้เห็นเป็นรูปธรรมให้มากขึ้นกับเรื่องนี้ นักบุญฟรังซิส แห่งอัสซีซี ซึ่งพระสันตะปาปาองค์ ปัจจุบันได้เลือกพระนามนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อต้องการบอกโลกถึงการนำมนุษย์หันกลับมาคืนดีกับพระเจ้า ผ่านทางเพื่อนมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ดังแบบอย่างของท่านนักบุญฟรังซิสได้ทำ

                แล้วคริสตชนปัจจุบันกำลังทำอะไร? …เรากำลังตามกระแสการบริโภคแบบไร้สำนึกอยู่หรือเปล่า? เราคิดว่าโอกาสที่เรามี ในการบริโภคน้ำมัน ไฟฟ้า และน้ำ เป็นสิทธิของเราเท่านั้นหรือไม่? ผม ชอบโฆษณา ชุดหนึ่งของไทย ในช่วงวิกฤติน้ำมันในประเทศไทย เล่าถึงอาเสี่ย คนหนึ่งให้คนขับรถ เหยียบคันเร่ง เผาพลาญน้ำมัน โดยถือว่าตนเองรวย แต่ตอนเติมน้ำมัน ต้องให้เด็กปั๊มน้ำมันสอนจิตสำนึกการประหยัด น้ำมันให้ (เข้าข่ายรวยแต่โ...)

                วาติกันทำอะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อปี 2008 นอกจากการรณรงค์และการสั่งสอนแล้ว วาติกันเอง ได้ลงมือทำเอง ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนและความเย็น เพื่อใช้ใน มหาวิหาร[2] และได้ปลูกป่าเพื่อชดเชยพลังงานคาร์บอนที่ได้ใช้ไปทั้งรัฐวาติกันที่ป่าส่วนกลางของยุโรป ที่ ประเทศโปแลนด์[3] แม้จะเป็นข่าวเล็กๆ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็สะท้อนให้เห็นสิ่งที่ตนเอง (พระศาสนจักร)ได้สอน ด้วยการกระทำ

ผมของนำประโยคเด็ดที่พระสันตะปาปาได้สรุป สำหรับวันสิ่งแวดล้อมโลก ในปี 2013 นี้ ด้วยพระดำรัสที่ว่า ในพระวรสารตอนที่พระเยซูทวีขนมปังเราจะเห็นว่าสัตบุรุษรู้จักแบ่งปันอาหารแก่กัน และกันแต่ยุคนี้มนุษย์กลับไม่แบ่งปันอาหารให้กันเมื่อเป็นเช่นนี้พ่ออยากเตือนสติเราทุกคนว่าอาหารที่เรากินทิ้งกินขว้างกินไม่หมดต้องทิ้งลงขยะจัดเป็นอาหารที่เราขโมยมาจากผู้อดอยากทุกคน

พี่ น้องที่รัก ขอให้ปีแห่งความเชื่อนี้ ได้เป็นปีที่พี่น้องจะได้แสดงออกความเชื่อ ที่ไม่ใช่แค่ การสวดภาวนา ทำกิจศรัทธาส่วนตัวเท่านั้น แต่มีอะไรหลายๆอย่าง ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อเพื่อน พี่น้องที่ด้อยโอกาส ที่เราจะแสดงความเชื่อในพระเจ้าผ่านทางพวกเขา…ลองคิดดูเองนะครับว่า วันนี้เราพอจะ ทำอะไรได้บ้าง…

ข้อมูลอ้างอิงส่วนใหญ่ ขอบคุณโป๊ปรีพอร์ท http://www.popereport.com/2013/06/blog-post_6.html



[1] ภาพยนตร์ที่ทำลายสถิติรายได้ของเรื่องไททานิค ซึ่งครองแชมป์อยู่หลายปี โดยผู้กำกับคนเดียวกัน ดูอ้างอิงจาก http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2616496 และ http://th.wikipedia.org/wiki/อันดับภาพยนตร์ทั่วโลกที่ทำเงินได้มากที่สุดตลอดกาล
[3] http://www.physical.kiev.ua/medio-ambiente/el-vaticano-se-preocupa-por-la-naturaleza?-วาติกันเป็นห่วงกับธรรมชาติ

Post a comment